โครงการจัดทำชุดเนื้อหาประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ ชุด “สยามเปลี่ยนผ่าน”
โครงการจัดทำชุดเนื้อหาประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ “สยามเปลี่ยนผ่าน” เป็นโครงการของนิสิตสาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่เข้ารับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ณ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อนำข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุและหนังสือต่าง ๆ ประกอบกับองค์ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ของนิสิต มาเรียบเรียงเป็นชุดเนื้อหาประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ ชุด “สยามเปลี่ยนผ่าน” และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ลงในช่องทางออนไลน์ของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยนำเสนอเนื้อหา จำนวน 2 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 ร่องรอยความทันสมัยผ่านแฟชั่นสยาม (รัชกาลที่ 4 - 6) และตอนที่ 2 อรรถรสแห่งอารยะ ร่องรอยความทันสมัยผ่านวัฒนธรรมอาหารสยาม (รัชกาลที่ 4 - 6)
ตอนที่ 1
ร่องรอยความทันสมัยผ่านแฟชั่นสยาม (รัชกาลที่ 4 - 6)
โครงการจัดทำชุดเนื้อหาประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ “สยามเปลี่ยนผ่าน” เล็งเห็นถึงความสำคัญของเอกสารจดหมายเหตุในการบอกเล่าวิวัฒนาการทางสังคม โดยเฉพาะการปรับตัวของสยามประเทศเข้าสู่ความทันสมัยผ่าน “เครื่องแต่งกาย” ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนทั้งจากเอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุประเภทภาพถ่าย และจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน อันเป็นกระจกสะท้อนการเมืองและการทูตในสมัยรัตนโกสินทร์ การแต่งกายในอดีตมิได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม แต่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและอารยธรรม
เดิมราชสำนักไทยมีโบราณราชประเพณีที่ไม่สวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า ขุนนางจะนุ่งเพียงผ้าสมปักตามยศตำแหน่ง จนกระทั่งกระแสตะวันตกเริ่มหลั่งไหลเข้ามา ทำให้เกิดการปฏิวัติรูปแบบการแต่งกายครั้งใหญ่เพื่อแสดงให้ชาวต่างชาติเห็นว่า
“คนไทยมีวัฒนธรรมและมิใช่คนป่าเถื่อน”
การศึกษาเครื่องแต่งกายในเชิงประวัติศาสตร์จดหมายเหตุ ไม่ได้เป็นเพียงการศึกษาเชิงสุนทรียศาสตร์การแต่งกาย หากแต่เป็นการวิเคราะห์นโยบายระดับรัฐ ในการรับมือกับการขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้เก็บรักษาพยานหลักฐานสำคัญเหล่านั้น ในรูปแบบของเอกสารจดหมายเหตุประเภทต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นกระบวนการปรับปรุงวัฒนธรรม เพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกราชและภาพลักษณ์แห่งความเป็นภูมิอารยะของสยามประเทศ
วิวัฒนาการการแต่งกายที่ปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุ
การก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปิดประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในทางวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างภาพลักษณ์สากลให้ทัดเทียมอารยประเทศ ทรงมีพระราชดำริว่าธรรมเนียมการไม่สวมเสื้อเข้าเฝ้าแบบโบราณนั้น ไม่ใช่เพียงเรื่องของประเพณี แต่เป็นประเด็นทางภาพลักษณ์ที่ชาวตะวันตกอาจมองว่าเป็นการเปลือยกาย และแสดงถึงสภาวะที่ขาดอารยธรรม โดยปรากฏหลักฐานสำคัญในพระราชพงศาวดารบันทึกพระราชกระแสไว้ว่า
“ทรงเห็นว่าพวกที่ไม่สวมเสื้อนั้นเป็นพวกมนุษย์อย่างต่ำ...
ขอท่านทั้งหลายจงสวมเสื้อเข้ามาในที่เฝ้าจงทุกคน”
จุดนี้เองคือจุดกำเนิดของ “เสื้อราชการ” ยุคแรก ซึ่งมีลักษณะเป็นเสื้อตัวสั้นแขนกระบอกที่ปรับปรุงให้เหมาะสมกับระเบียบใหม่ ควบคู่ไปกับการเริ่มใช้ “ฉลองพระบาทแบบฝรั่ง” หรือรองเท้าคัทชูในหมู่เจ้านายชั้นสูง เพื่อแสดงออกถึงความเป็นอารยะตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ในขณะที่ขุนนางข้าราชบริพารทั่วไป ยังคงรักษาเอกลักษณ์การนุ่ง “ผ้าสมปักปูมท้องนาค” ตามกฎมณเฑียรบาลเพื่อระบุตำแหน่งยศทางสังคม ซึ่งถือเป็นร่องรอยการผสมผสานทางวัฒนธรรมยุคแรกเริ่มที่สะท้อนให้เห็นว่า สยามมิได้เพียงรับวัฒนธรรมตะวันตกมาอย่างจำยอม แต่ได้เริ่มเลือกและปรับ ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยอย่างมีชั้นเชิง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ พระภูษาและฉลองพระองค์ครุยคลุม อย่างกษัตริย์ตะวันตก
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
รหัสเอกสาร : ภ 001 หวญ 1-82 (2) รหัสดิจิทัล : ภ 001 หวญ 1-82 (2)

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุบรรณ์ กรมขุนภูวนัยนฤเบนทราธิบาล (พระองค์เจ้าสุบรรณ)
พระโอรสพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องเจ้านายชั้นสูงอย่างเก่ายุคต้น
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
รหัสเอกสาร : หวญ 462 - 15 รหัสดิจิทัล : หวญ 462 - 15
ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคแห่งการก้าวย่างสำคัญของสยามสู่ความทันสมัยซึ่งปรากฏให้เห็นชัดที่สุด โดยเป็นยุคแห่งการปฏิรูปวัฒนธรรมการแต่งกายอย่างเป็นระบบ ภายหลังการเสด็จประพาสสิงคโปร์และอินเดีย ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลในการใช้ภาพลักษณ์เป็นเกราะคุ้มกันประเทศ โดยโปรดเกล้าฯ ให้ยุติธรรมเนียมการตัดผมทรงมหาดไทย และเปลี่ยนมาไว้ผมตัดยาวตามสากลนิยม เพื่อขจัดอคติของชาวตะวันตกที่มักสบประมาทว่าสยามเป็นชาติป่าเถื่อน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในพ.ศ. 2415 เมื่อการเสด็จเยือนเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย นำไปสู่การอุบัติขึ้นของ “เสื้อราชปะแตน” (Raj Pattern)

รัชกาลที่ 5 เสด็จอินเดีย การแต่งกายแบบตะวันตกเมื่อเริ่มแรกของเจ้านายชั้นสูง
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
รหัสเอกสาร : 57M00010 รหัสดิจิทัล : 57M00010

เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นผู้คิดชื่อ “ราชปะแตน” ขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
โดยแปลงมาจากคำว่า “Raj Pattern” (ราชแพทเทิร์น) ที่แปลว่า แบบหลวง
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
รหัสเอกสาร : 21M00007 รหัสดิจิทัล : 21M00007

เสนาบดีและข้าราชการกระทรวงธรรมการ ใส่เสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าม่วงโจงกระเบนและอาจมีการไว้หนวดเฟิ้มที่ริมฝีปากแบบการไว้หนวดของชายตะวันตก
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
รหัสเอกสาร : 39M00017 รหัสดิจิทัล : 39M00017
อันเป็นนวัตกรรมทางเครื่องแต่งกายที่ชาญฉลาด ทรงมีพระราชดำริให้ช่างตัดเสื้อออกแบบเสื้อคอปิดติดกระดุม 5 เม็ด เพื่อแก้ปัญหาความไม่สะดวกของเสื้อเชิ้ตแบบยุโรปที่ต้องผูกเนคไท ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนของไทย เสื้อแบบหลวงนี้จึงไม่ต้องสวมเสื้อเชิ้ตชั้นใน แต่ยังคงความสุภาพสง่างาม ตามมาตรฐานสากล จนกลายเป็นยูนิฟอร์ม หรือเครื่องแบบมาตรฐานของข้าราชการสยามในเวลาต่อมา โดยที่มาของชื่อ “ราชปะแตน” ยังสะท้อนถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง อันเป็นการสนธิคำระหว่างคำภาษามคธ คือ “ราช” (ของพระมหากษัตริย์) และคำภาษาอังกฤษ คือ “Pattern” (แบบอย่าง) รวมความหมายได้ว่า “เสื้อแบบหลวง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่หลอมรวมความเป็นไทยและสากลเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นับเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งต่อแรงบันดาลใจไปยังแฟชั่นสตรีฝ่ายในที่เริ่มเปิดรับอิทธิพลจากยุโรปอย่างเข้มข้นในระยะเวลาต่อมา
ทางด้านสตรีราชสำนักฝ่ายใน ปรากฏจุดเปลี่ยนสำคัญของการรับอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตกผ่านบทบาทของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงเป็นผู้นำในการยกระดับการแต่งกายของสตรีไทยสู่มาตรฐานสากล โดยทรงรับอิทธิพลจากศิลปะการแต่งกายในยุควิกตอเรีย มาประยุกต์ใช้ได้อย่างลงตัว หัวใจสำคัญของแฟชั่นในยุคนี้คือการปรากฏของ “เสื้อแขนหมูแฮม” ที่มีลักษณะพองฟูบริเวณต้นไหล่และเรียบแนบไปกับลำแขนจนถึงข้อมือ สะท้อนถึงรสนิยมอันหรูหราผ่านการประดับประดาด้วยลูกไม้ฝรั่งและโบ ซึ่งสั่งนำเข้าโดยตรงจากห้างสรรพสินค้าตะวันตกที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น อาทิ ห้างแรมเซย์

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินนาถ ต้นรัชกาล ฉลองพระองค์รับแขกเมือง เป็นฉลองพระองค์เต็มยศใหญ่แบบโบราณ
แต่พระกรฉลองพระองค์ เป็นแบบดัดแปลงจากตะวันตก เรียกว่า แขนหมูแฮม
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
รหัสเอกสาร : 29M00007 รหัสดิจิทัล : 29M00007

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในฉลองพระองค์เสื้อแบบ “แขนหมูแฮม”
จีบพระกรฉลองพระองค์ให้พองน้อยกว่าเดิม พระภูษาโจงกระเบน ฉลองพระบาทส้นสูง และถุงพระบาทปักลาย
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
รหัสเอกสาร : 29M00051 รหัสดิจิทัล : 29M00051

ห้างแรมเซย์
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รหัสเอกสาร : ภ.002 หวญ 6-19
ความโดดเด่นของการแต่งกายในระยะนี้คือการผสมผสาน ระหว่างทัศนคติใหม่และประเพณีเดิมโดยสตรีชั้นสูงยังคงธำรงการนุ่งโจงกระเบน ด้วยผ้าม่วงหรือผ้าพื้นเนื้อดี แต่ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบส่วนอื่นให้เป็นสากลมากขึ้น ทั้งการสวมถุงเท้าลูกไม้และรองเท้าคัทชูส้นสูง รวมถึงการปฏิรูปสรีระส่วนบนด้วยการเลิกไว้ผมปีกแบบโบราณ เปลี่ยนมาเป็นทรงดอกกระทุ่ม ที่รับกับปกเสื้อคอตั้งสูง ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของสตรีสยามในยุคนั้นดูสง่างามและทันสมัย จนกลายเป็นต้นแบบที่แพร่หลายจากราชสำนักสู่สังคมวงกว้างในเวลาต่อมา
เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กระแส “สากลนิยม” ได้แผ่ขยายวงกว้างออกไปสู่กลุ่มชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว ผ่านกลไกทางสังคมรูปแบบใหม่อย่างการโฆษณาในหนังสือพิมพ์และการสังสรรค์ในสโมสรปาร์ตี้ (Social Club) นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางวัฒนธรรมสตรี เมื่อเกิดพระราชนิยมการนุ่งผ้าซิ่น แทนการนุ่งโจงกระเบนแบบโบราณ ด้วยสายพระเนตรที่ทรงต้องการยกระดับสตรีไทยให้มีภาพลักษณ์ทัดเทียมสตรีนานาชาติ การเปลี่ยนแปลงของการนุ่งซิ่นส่งผลให้รูปแบบเสื้อมีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย โดยลดความพองฟูของแขนเสื้อแบบเดิมลง เปลี่ยนมาเป็นเสื้อผ้าโปร่งบางแขนสั้นที่ดูคล่องตัวและทันสมัย พร้อมทั้งยกเลิกการสะพายแพรแบบดั้งเดิมที่พัฒนามาจากสไบเฉียง

พระนางลักษมีลาวัน ในรัชกาลที่ 6 ฉลองพระองค์ตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ให้สตรีในราชสำนักนุ่งซิ่นแทนการนุ่งโจงกระเบน
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
รหัสเอกสาร : 27M00007 รหัสดิจิทัล : 27M00007
ในขณะที่ความนิยมทางสรีระมีการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เมื่อทรงผมดอกกระทุ่มถูกแทนที่ด้วย “ผมโปร่ง” และ “ผมบ๊อบ” ตามกระแสแฟชั่นโลก โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ทรงเป็นผู้นำในการใช้เครื่องประดับคาดศีรษะ ที่สร้างความโดดเด่นสะดุดตา นอกจากนี้ เอกลักษณ์ที่สร้างสีสันให้แก่ยุคสมัยนี้อย่างยิ่งคือการเกิดวัฒนธรรมแต่งกายสีตามวัน (7 วัน 7 สี) อันเป็นกุศโลบายที่ผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับระเบียบวินัยและความสวยงามแบบใหม่ได้อย่างมีสไตล์

พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
รหัสเอกสาร : 28M00035 รหัสดิจิทัล : 28M00035

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อสตรีไว้ “ผมโป่ง” หรือปล่อยผมยาวแบบตะวันตก
นิยมใช้เครื่องประดับคาดที่ศีรษะ ไม่มีแบบเฉพาะ แล้วแต่การคิดตกแต่งของแต่ละบุคคล
ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
รหัสเอกสาร : ภ 001 หวญ 29 - 61 รหัสดิจิทัล : Nat-P007551
เอกสารจดหมายเหตุเหล่านี้ไม่ได้บันทึกเพียงเรื่องของความสวยงามตามยุคสมัย หากแต่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวอย่างมีชั้นเชิงของสยามประเทศ ในการนำแบบอย่างจากซีกโลกตะวันตกมาคัดสรรและผสมผสานเข้ากับเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างมีเอกภาพ ประวัติศาสตร์แฟชั่นเหล่านี้ยังคงรอให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาค้นคว้าต่อยอด เพื่อถอดรหัสวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของบรรพชน โดยสามารถสืบค้นร่องรอยแห่งอดีตได้จากเอกสารจดหมายเหตุ ณ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือสืบค้นผ่านระบบสืบค้นเอกสารจดหมายเหตุ https://archives.nat.go.th เพื่อร่วมรักษาและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้นี้สืบไป
บรรณานุกรม
เอกสารจดหมายเหตุ
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการรัชกาลที่ 5 กระทรวงการต่างประเทศ ร.5 ต 11.1/4 เรื่องกะเครื่องแต่งตัวผู้ที่ตามเสด็จยุโรป ร.ศ. 116 (28 ก.พ. – 2 มี.ค. 115)
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง สบ 2.24/3 เรื่องพิธีสมโภชครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จกลับจากประพาสอินเดีย (23 ก.พ. 2459)
หนังสือ
คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. (2542). การแต่งกายไทยวิวัฒนาการจากอดีตสู่ปัจจุบัน เล่ม 1. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. (2504). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4. กรุงเทพฯ : คุรุสภา.
ศิลปากร, กรม กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. (2525). สมุดภาพวิวัฒนาการการแต่งกาย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์.
เอนก นาวิกมูล. (2525). การแต่งกายสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.
ผู้เรียบเรียง
นิสิตฝึกประสบการณ์ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
1. นางสาวฐิติพร โพธิ์อุดม
2. นางสาวรดา เฉิดฉาย
สาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ที่ปรึกษาโครงการ
นางสาวมณีรัตน์ พุทธอุปถัมภ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการ
กลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ