Page 65 - จดหมายเหตุประเทศไทยปี 64
P. 65
วันเสาร์ ที่ ๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
เรื่อง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ กระทรวงมหาดไทย
ประกาศแจ้ง ให้จังหวัดใน ๒๘ จังหวัด ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขต
ท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ ๘)
ภาพ : https://www.naewna.com/politic/๕๔๒๗๔๖
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามในโทรสารในราชการกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๔
เกี่ยวกับการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ ๘) การให้ประกาศที่คณะรัฐมนตรี
กำาหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลใช้บังคับ และการให้ข้อกำาหนด ประกาศ และคำาสั่งที่นายกรัฐมนตรีกำาหนดตามประกาศ
สถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลใช้บังคับ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามตามคำาสั่งฯ และข้อกำาหนดฯ จำานวน ๒ ฉบับ ดังนี้
๑. คำาสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) (ศบค.) ที่ ๑/๒๕๖๔ เรื่อง พื้นที่
สถานการณ์ที่กำาหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ตามข้อกำาหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์
ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๔ ความว่า
“ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
และต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไป เป็นคราวที่ ๘ จนถึงวันศุกร์ ที่ ๑๕ มกราคม
พุทธศักราช ๒๕๖๔ นั้น เพื่อให้การบริหารจัดการและเตรียมความพร้อมในการป้องกันการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙
ตามแนวทางการจัดเขตพื้นที่สถานการณ์ตามข้อกำาหนด ออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์
ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำานาจตามความในข้อ ๔ (๒) ของคำาสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๔/๒๕๖๓ เรื่อง แต่งตั้งผู้กำากับ
การปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบและพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำานวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - ๑๙ โดยคำาแนะนำาของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข
และศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - ๑๙ กระทรวงมหาดไทย จึงมีคำาสั่งให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินและพนักงาน
เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรการ ตามข้อกำาหนดฯ สำาหรับเขตพื้นที่สถานการณ์ที่กำาหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด จนกว่าจะมีคำาสั่ง
เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ดังนี้ (๑) กรุงเทพมหานคร (๒) จังหวัดกาญจนบุรี (๓) จังหวัดจันทบุรี (๔) จังหวัดฉะเชิงเทรา (๕) จังหวัดชุมพร
(๖) จังหวัดชลบุรี (๗) จังหวัดตราด (๘) จังหวัดตาก (๙) จังหวัดนครนายก (๑๐) จังหวัดนครปฐม (๑๑) จังหวัดนนทบุรี (๑๒) จังหวัดปทุมธานี
(๑๓) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (๑๔) จังหวัดปราจีนบุรี (๑๕) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (๑๖) จังหวัดเพชรบุรี (๑๗) จังหวัดราชบุรี (๑๘) จังหวัดระนอง
(๑๙) จังหวัดระยอง (๒๐) จังหวัดลพบุรี (๒๑) จังหวัดสิงห์บุรี (๒๒) จังหวัดสมุทรปราการ (๒๓) จังหวัดสมุทรสงคราม (๒๔) จังหวัดสมุทรสาคร
(๒๕) จังหวัดสุพรรณบุรี (๒๖) จังหวัดสระแก้ว (๒๗) จังหวัดสระบุรี และ (๒๘) จังหวัดอ่างทอง”
๒. ข้อกำาหนด ออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๑๖)
ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๔ ความว่า
“ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
และต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไป เป็นคราวที่ ๘ จนถึงวันศุกร์ ที่ ๑๕ มกราคม
พุทธศักราช ๒๕๖๔ นั้น โดยที่การระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) ได้ขยายขอบเขตการแพร่โรคออกเป็น
วงกว้างกระจายไปในหลายเขตพื้นที่ และการตรวจพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่โดยเฉพาะ กรณีที่เป็นการติดเชื้อภายในประเทศมีจำานวน
เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละวัน ประกอบกับมีการเดินทางของบุคคลจากเขตพื้นที่สถานการณ์ที่กำาหนดให้เป็นเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่
ยังไม่ปรากฏอาการของโรค เป็นเหตุให้เชื้อโรคแพร่ออกไปในลักษณะที่เป็นกลุ่มก้อน นอกจากนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานเพื่อควบคุม
โรคพบว่า มีผู้ติดเชื้อโรคบางส่วนปกปิดข้อมูลการเดินทางทำาให้ขั้นตอนการสอบสวนโรคเกิดความล่าช้าและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานอื่น
เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ 55

