Page 416 - จดหมายเหตุประเทศไทยปี 64
P. 416
วันจันทร์ ที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
เรื่อง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดทำาโครงการ “Vacc 2 School” ฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มให้แก่เด็กและเยาวชนอายุ
ระหว่าง ๑๐ - ๑๘ ปี โดยให้สถานศึกษาแจ้งความประสงค์ของรับการจัดสรรวัคซีน
ภาพ : https://www.springnews.co.th/news/815987
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดทำาโครงการ “Vacc 2 School” ฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มให้แก่เด็กและเยาวชนอายุระหว่าง ๑๐ - ๑๘ ปี
โดยให้สถานศึกษายื่นความประสงค์ขอรับการจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์มแก่นักเรียนในสังกัดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในรอบแรกนี้กำาหนดจำานวน
๕๐,๐๐๐ ราย เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนก่อนเปิดภาคเรียนใหม่
การฉีดวัคซีน เริ่มในวันจันทร์ ที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ มีขั้นตอนการรับวัคซีน โดยนักเรียน
ต้องแสดงบัตรประชาชนและบัตรนักเรียน แสดงคิวอาร์โค้ด และหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง หลังจากที่รับวัคซีนแล้วจะต้องนั่งพักสังเกต
อาการเป็นเวลา ๑๕ นาที หากไม่มีอาการจึงกลับบ้านได้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะติดตามอาการไม่พึงประสงค์ ในวันศุกร์ ที่ ๑ วันอังคาร
ที่ ๗ และวันพฤหัสบดี ที่ ๓๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ ซึ่งในวันแรกนี้ มีนักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีนจำานวน ๒,๐๐๐ คน จากโรงเรียน
สตรีวิทยา ศูนย์การเรียนรู้รุ่งอรุณ และโรงเรียนสันติสุข
ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า วัคซีนซิโนฟาร์มที่ฉีดให้แก่เด็กและเยาวชน
ในครั้งนี้ เป็นวัคซีนเชื้อตาย มีความปลอดภัย ไม่พบอาการข้างเคียงในเด็กมากนัก ประเทศที่มีการฉีดวัคซีนในเด็กแล้ว ได้แก่ สาธารณรัฐชิลี
สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การฉีดวัคซีนเข็ม ๑ และเข็ม ๒ จะห่างกัน
๓ - ๔ สัปดาห์ ส่วนการพิจารณากระตุ้นเข็ม ๓ ในเด็ก ขึ้นอยู่กับการระบาดจากนี้ไปในอีก ๔ - ๖ เดือนข้างหน้า ซึ่งจะพิจารณาตามความเสี่ยง
ในปัจจุบันมีเด็กจำานวนร้อยละ ๑๓ หรือประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) ทั้งหมด จึงจำาเป็นต้องเร่ง
การฉีดวัคซีนในเด็ก แม้ว่าวัคซีนซิโนฟาร์มนี้จะอยู่ระหว่างรอการพิจารณารับรองของสำานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่สามารถ
ฉีดได้ตามแผนที่กำาหนด ไม่ต้องเลื่อนการฉีดให้แก่เด็กนักเรียน เนื่องจากเป็นการใช้เพื่อศึกษาวิจัย
หน่วยงานเจ้าของเรื่อง : ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
วันจันทร์ ที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
เรื่อง องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เผยแพร่รายงานดัชนีนวัตกรรมโลก ประจำาปีพุทธศักราช ๒๕๖๔
ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ ๔๓ จาก ๑๓๒ ประเทศทั่วโลก
องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เผยแพร่รายงานดัชนีนวัตกรรมโลก ประจำาปีพุทธศักราช ๒๕๖๔ (Global Innovation
Index : GII 2021) ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ ๔๓ จาก ๑๓๒ ประเทศทั่วโลก สูงขึ้นจากพุทธศักราช ๒๕๖๓ โดยเป็น
อันดับที่ ๕ ของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง และเป็นอันดับที่ ๙ ของประเทศที่เป็นเจ้าของอนุสิทธิบัตรมากที่สุด
รายงาน GII 2021 ระบุ ว่าประเทศไทยมีความสามารถด้านนวัตกรรมสูงขึ้น แม้เป็นช่วงแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙
(โควิด - ๑๙) โดยยังครองอันดับ ๑ ของประเทศที่เอกชนมีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา และเป็นอันดับที่ ๔๒ ด้านการพัฒนาความรู้
เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม จากเดิมอันดับที่ ๘๖ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๖๓ ทั้งยังเป็นอันดับที่ ๕๑ ที่ภาครัฐให้บริการข้อมูล
และคำาปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ จากเดิมอันดับที่ ๘๑ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๖๓ ซึ่ง WIPO เห็นว่ามีความสำาคัญต่อการส่งเสริมการสร้างสรรค์
และการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมอย่างมาก
นอกจากนี้ รายงาน GII 2021 ยังระบุว่า ไทยมีพัฒนาการด้านการสร้างสรรค์องค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเด่นชัด
โดยอยู่ในอันดับที่ ๔๗ จากเดิมอันดับที่ ๕๔ ในพุทธศักราช ๒๕๖๓ และเป็นประเทศที่มีการยื่นคำาขอรับสิทธิบัตรไปยังต่างประเทศผ่านระบบ
สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (PCT) เป็นอันดับที่ ๗๕
406 จดหมายเหตุประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๖๔

