Page 410 - จดหมายเหตุประเทศไทยปี 64
P. 410
องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ประกาศให้ดอยเชียงดาว จังหวัด
เชียงใหม่ เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ของโลก
พื้นที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีความโดดเด่นด้านภูมิทัศน์ด้วยเป็นภูเขาหินปูน มีดอยหลวงเชียงดาวซึ่งเป็นยอดเขาสูงเป็น
อันดับสามของประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของลุ่มนำ้าปิงตอนบน โดยมีทั้งระบบนิเวศดั้งเดิมที่ได้รับการปกปักรักษามาอย่างยาวนาน และพื้นที่ที่
ได้รับการฟื้นฟูให้คืนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าไม้มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๔๐ ปี เป็นแหล่งอาศัยที่ปลอดภัยของสัตว์ป่าสงวน เช่น กวางผา
เลียงผา รวมถึงสัตว์ป่าคุ้มครองอีกหลายชนิด และมีความเป็นไปได้สูงที่จะค้นพบพืชและสัตว์ชนิดพันธุ์ใหม่ของโลกได้ มีความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรม อาทิ วัฒนธรรมของชาวไทยใหญ่ ม้ง มูเซอ ลีซอ ปกาเกอะญอ และวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งแต่ละกลุ่มสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่าง
สันติ มีความพร้อมที่เอื้อต่อการวิจัยและมีสถานีวิจัยในพื้นที่ เช่น สถานีวิจัยซึ่งมีประสบการณ์โดดเด่นในการจัดการพื้นที่คุ้มครองเพื่ออนุรักษ์
สัตว์ป่า โดยเฉพาะการอนุรักษ์กวางผาในถิ่นที่อยู่ สถานีวิจัยต้นนำ้า และสถานีวิจัยเกษตรพื้นที่สูง
ในส่วนของการจัดการเชิงพื้นที่ พื้นที่ดอยเชียงดาวมีพื้นที่รวม ๘๕,๙๐๙.๐๔ เฮกเตอร์ (๕๓๖,๙๓๑ ไร่) ซึ่งเป็นการกำาหนดเขต
เพื่อส่งเสริมการจัดการที่ยั่งยืน โดยไม่กระทบกับการบังคับใช้กฎหมายและการปกครองที่มีอยู่ พื้นที่แกนกลางและพื้นที่กันชนจัดการโดย
ใช้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มีคณะกรรมการที่ปรึกษา
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ส่วนพื้นที่รอบนอก การบริหารจัดการเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของส่วนราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น
ที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการทำางานอย่างมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอันจะเป็นประโยชน์
และสอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่สงวนชีวมณฑลในอนาคต
การจัดตั้งพื้นที่สงวนชีวมณฑลคาดว่าจะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น หลายด้าน อาทิ การถ่ายทอดความรู้ด้านธรรมชาติและ
วัฒนธรรม การส่งเสริมการพัฒนาการให้บริการที่เป็นมืออาชีพทั้งด้านการท่องเที่ยวและการศึกษาธรรมชาติ การเพิ่มช่องทางการตลาดของ
สินค้า ผลิตภัณฑ์ และการบริการที่ผลิตในพื้นที่ ด้วยการควบคุมคุณภาพของสินค้าภายใต้การเป็นแหล่งสงวนชีวมณฑล การรักษาสภาพ
แวดล้อมที่ดีและความอุดมสมบูรณ์ไว้ให้ประชาชน การบูรณาการกิจกรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ตอบสนองเป้าหมายร่วม ทำาให้พื้นที่เกิดการ
พัฒนาที่ยั่งยืน การอนุรักษ์ระบบนิเวศ การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจของชุมชน การถ่ายทอดความรู้และวิทยาการต่าง ๆ ไปยังเครือข่ายพื้นที่
สงวนชีวมณฑลอื่น ๆ ทั่วโลก และความภาคภูมิใจในถิ่นฐานที่ได้รับความสำาคัญในระดับสากล
หน่วยงานเจ้าของเรื่อง : องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
วันพุธ ที่ ๑๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
เรื่อง พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรด
กระหม่อมให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ มีจำานวนทั้งสิ้น ๙ หมวด ๘๕ มาตรา มีสาระสำาคัญโดย
สรุปดังนี้
๑. การออกเสียงเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
๒. การออกเสียงกรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร
๓. การออกเสียงตามที่กฎหมายกำาหนดให้ต้องมีการออกเสียง
๔. การออกเสียงในกรณีที่รัฐสภาได้พิจารณาและมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะให้มีการออกเสียงและได้แจ้งเรื่องให้
คณะรัฐมนตรีดำาเนินการ
๕. การออกเสียงกรณีประชาชน (ไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน) เข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียง
ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำาหนด
มาตรา ๑๓ กำาหนดเงื่อนไขการออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำาประชามติ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำานวนเกิน
กึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีจำานวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องที่จัดทำาประชามตินั้น
มาตรา ๕๓ เพิ่มช่องทางสำาหรับคนไทยที่มีสิทธิออกเสียงซึ่งมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร ให้สามารถใช้สิทธิออกเสียงทางไปรษณีย์
หรือลงคะแนนออกเสียงอิเล็กทรอนิกส์ หรือทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือโดยวิธีอื่นก็ได้ ทั้งนี้ ให้พิจารณาตามความเหมาะสมของ
ประเทศนั้น และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำาหนด
ส่วนบทกำาหนดโทษอยู่ในหมวด ๙ อาทิ มาตรา ๗๗ ผู้ใดกระทำาการขัดขวางเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ต้องระวางโทษจำาคุกไม่เกิน ๑๐ ปีและปรับไม่เกิน ๒ แสนบาท แต่หากผู้ใดเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ
เล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใด ๆ อันมีผลเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
400 จดหมายเหตุประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๖๔

