Page 321 - จดหมายเหตุประเทศไทยปี 64
P. 321
วันพฤหัสบดี ที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
เรื่อง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) ออกข้อกำาหนด
ออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำาหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘
(ฉบับที่ ๒๗) กำาหนดมาตรการที่มุ่งลดและจำากัดการเคลื่อนย้าย การเดินทางของบุคคลเพื่อลดการ
ติดต่อสัมผัสระหว่างกัน โดยห้ามประชาชนในพื้นที่ ๑๐ จังหวัดออกจากเคหสถาน ในระหว่างเวลา
๒๑ นาฬิกา ถึง เวลา ๔ นาฬิกา ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย ๑๔ วัน
ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) (ศบค.) ออกข้อกำาหนดออกตาม
ความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๒๗) ประกาศ ณ วันเสาร์ ที่ ๑๐
กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ ลงนามโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยกำาหนดมาตรการที่มุ่งลดและจำากัดการเคลื่อนย้าย
การเดินทางของบุคคลเพื่อลดการติดต่อสัมผัสระหว่างกัน ห้ามประชาชนในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้แก่ นครปฐม นนทบุรี
ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และจังหวัดชายแดนใต้ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ออกจากเคหสถานในระหว่างเวลา ๒๑
นาฬิกา ถึง เวลา ๔ นาฬิกา ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย ๑๔ วัน นับแต่วันที่ข้อกำาหนดฉบับนี้บังคับใช้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
“ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ และ
ต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปเป็นคราวที่ ๑๒ จนถึงวันเสาร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช
๒๕๖๔ นั้น
โดยที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) อันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทวีความรุนแรง จนเสี่ยงที่จะเกิด
ภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและในพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศ โดยมีจำานวน
ผู้ติดเชื้อรายใหม่ซึ่งไม่แสดงอาการแต่สามารถแพร่เชื้อโรคได้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งที่สูงมาก ประกอบกับเชื้อโรคได้กลายพันธุ์เป็นหลายสายพันธุ์
และสามารถแพร่กระจายได้ง่าย อีกทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดในต่างประเทศอันอาจกระทบต่อประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่รุนแรง
จนไม่อาจวางใจได้ รัฐบาลโดยข้อเสนอของฝ่ายสาธารณสุขจึงจำาเป็นต้องยกระดับความเข้มข้นของมาตรการและการบังคับใช้อย่างจริงจัง
เพื่อแก้ไขและบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายลงโดยเร็ว โดยการกำาหนดมาตรการที่มุ่งลดและจำากัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางของบุคคล
เพื่อลดการติดต่อสัมผัสระหว่างกัน สำาหรับใช้ในพื้นที่เป้าหมายเพื่อสกัดกั้นการระบาดให้อยู่ในวงจำากัด พร้อมกับควบคุมการระบาดให้ได้อย่าง
รวดเร็ว โดยเป็นมาตรการทำานองเดียวกับที่เคยใช้เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๓ แต่ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันยิ่งขึ้น
โดยมาตรการนี้ยังคงมุ่งจำากัดการเคลื่อนย้าย ลดการรวมกลุ่มของบุคคล และเร่งรัดมาตรการด้านการป้องกันและการควบคุมโรค การรักษา
พยาบาล และการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของโรค ขณะเดียวกันก็ยังคงมาตรการเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจพื้นฐานยังคงดำาเนินการต่อไปได้
ซึ่งมาตรการทั้งหลายเหล่านี้จำาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนเพื่อให้ฟันฝ่าวิกฤตนี้ให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน อาศัยอำานาจตาม
ความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำาหนดและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลาย ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การปรับปรุงเขตพื้นที่จังหวัดตามพื้นที่สถานการณ์ ให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) มีคำาสั่งปรับปรุงเขตพื้นที่จังหวัดจำาแนกตามเขตพื้นที่สถานการณ์เสียใหม่ โดยให้นำามาตรการควบคุมแบบบูรณาการขั้น
สูงสุดที่กำาหนดไว้สำาหรับพื้นที่สถานการณ์ระดับต่าง ๆ ข้อห้าม และข้อปฏิบัติตามข้อกำาหนด (ฉบับที่ ๒๔) มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ
ข้อกำาหนดนี้ และประกาศให้ประชาชนทราบด้วย
ข้อ ๒ การห้ามออกนอกเคหสถาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้นตามข้อ ๔
ห้ามบุคคลใดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ
จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลาออกนอกเคหสถาน
ในระหว่างเวลา ๒๑ นาฬิกา ถึง ๔ นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย ๑๔ วัน นับแต่วันที่ข้อกำาหนดฉบับนี้ใช้บังคับ ผู้ใด
ฝ่าฝืนข้อนี้ ย่อมมีความผิดและต้องระวางโทษตามพระราชกำาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘
ข้อ ๓ การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ
กำาหนด ประกาศ หรือคำาสั่งของทางราชการ เจ้าหน้าที่ตำารวจ ทหาร หรือพลเรือน ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอื่น เข้าปฏิบัติ
หน้าที่ในเขตพื้นที่และระยะเวลาที่กำาหนดตามข้อ ๒ ได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมในการรับแจ้งเบาะแส เหตุฉุกเฉิน และเข้า
ปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนตามหน้าที่และอำานาจ รวมทั้งปราบปรามผู้กระทำาความผิดและผู้เกี่ยวข้องที่อาศัยช่วงเวลาวิกาลในการละเมิด
กฎหมายด้วย
เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ 311

