Page 94 - จดหมายเหตุประเทศไทยปี 64
P. 94
จังหวัดชัยภูมิ เจ้าหน้าที่ตำารวจนำากำาลังเข้าตรวจค้นที่โรงแรมณัฐชญา รีสอร์ท และผู้ที่เกี่ยวข้องรวม ๔๑ ราย ๓๘ จุด
โดยแบ่งเป็น เจ้าของโรงแรม ๑ ราย เจ้าของร้านค้า ๒๒ ราย คนกลางผู้รวบรวมสิทธิ์หรือสวมสิทธิ์ ๑๔ ราย ผู้รับจ้างเปิดบัญชี ๓ ราย
ผู้รับจ้างบันทึกข้อมูลจองโรงแรม ๑ ราย ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ ๖ จังหวัด คือ จังหวัดชัยภูมิ เลย นครราชสีมา ขอนแก่น เพชรบูรณ์
และจังหวัดศรีสะเกษ ผลการตรวจค้นจับกุมผู้กระทำาผิดรวม ๓๖ ราย มีพฤติการณ์ลงทะเบียนเป็นรีสอร์ตขนาดเล็ก มีห้องพักทั้งหมด ๑๐ ห้อง
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ ถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้สิทธิ์โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จำานวน ๙,๒๖๓ ราย ยอดจองห้อง ๙๒,๐๒๘ ห้อง
เฉลี่ย ๑,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ห้องต่อวันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และพบว่ามากกว่าร้อยละ ๙๙ ของการจองห้องพัก ๑ คนจะจองเต็ม ๑๐ ห้อง
ทุกครั้ง เวลาในการเข้าพักและออกจากที่พักทับซ้อนไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้ คูปองที่ได้รับหลังจากเข้าห้องพักที่ใช้สำาหรับสแกนจ่ายให้แก่
ร้านค้าที่เข้าโครงการ มียอดการใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติ รวมมูลค่าความเสียหายในส่วนของโรงแรมณัฐชญา รีสอร์ท จำานวน ๑๔ ล้านบาท
และร้านค้าที่ร่วมกระทำาผิดจำานวน ๑๐๑ ร้าน ความเสียหายรวมประมาณ ๘๗ ล้านบาท
จังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่ตำารวจนำากำาลังเข้าตรวจค้นโรงแรมธาราป่าตอง และเครือข่ายรวม ๑๔ ราย ๑๗ จุด ประกอบด้วย เจ้าของ
โรงแรม ๓ ราย เจ้าของร้านค้า ๒ ราย คนกลางผู้รวบรวมสิทธิ์หรือสวมสิทธิ์ ๕ ราย ผู้รับจ้างบันทึกข้อมูลจองโรงแรม ๔ ราย มีประชาชนร่วมทุจริต
รวมกว่า ๘๐๐ ราย ผลการตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหารวม ๑๔ ราย พฤติกรรมกลุ่มนี้จะแตกต่างออกไปโดยโรงแรมจะร่วมกับผู้จัดทัวร์เชิญชวน
ประชาชน หากจองห้องพักเต็มสิทธิ์ จะให้เข้าร่วมกิจกรรมทัวร์ ๓ วัน ๒ คืน โดยไม่มีการเข้าพักโรงแรมจริง ผู้จัดกิจกรรมทัวร์ให้ประชาชนชำาระ
ค่าบริการในการทำากิจกรรมโดยสแกนคูปองที่ได้รับหลังการลงทะเบียนเข้าห้องพัก มาสแกนใช้จ่ายกับร้านค้า ๒ แห่งที่นัดหมายกันไว้ พบว่า
รัฐบาลเสียหายจากโรงแรมธาราป่าตองจำานวน ๑๘ ล้านบาท ร้านค้าที่ร่วมกระทำาความผิดจำานวน ๒ ร้านค้า ความเสียหายประมาณ ๓.๙ ล้านบาท
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาจะถูกดำาเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และข้อหาร่วมกันนำาเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
พฤติกรรมการกระทำาความผิดในคดีดังกล่าวมีลักษณะของการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกัน
และปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งจะได้ประสานไปยังสำานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ดำาเนินคดีในความผิดฐาน
ฟอกเงินต่อไป
หน่วยงานเจ้าของเรื่อง : สำานักงานตำารวจแห่งชาติ, สำานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
วันพุธ ที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
เรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายเทพไท เสนพงศ์ สิ้นสุดลง
จากเหตุศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๑๐ ปี จากคดีทุจริตการเลือกตั้ง
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๗
ภาพ : https://udoncitynews.com/3285/
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำาวินิจฉัยให้สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด
นครศรีธรรมราช เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๔) มาตรา ๙๖ (๒) จากเหตุ
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำาพิพากษาลงโทษจำาคุก ๒ ปี ไม่รอการลงโทษ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำาหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำาพิพากษา
เนื่องจากร่วมกระทำาผิดทุจริตเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๗
โดยศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๐ บัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง และสิ้นสุด
ลงได้ด้วยเหตุตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ตามมาตรา ๑๐๑ (๑) - (๑๓) ซึ่งมาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๔) บัญญัติให้บุคคล
ผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง มาตรา ๙๖ (๒) บัญญัติให้บุคคลที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
84 จดหมายเหตุประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๖๔

