Page 7 - จดหมายเหตุประเทศไทยปี 64
P. 7

ระบบกำรปกครอง
                     ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่ง
            ราชอาณาจักรไทย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อวันศุกร์ ที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕











              องคพระประมุข
                  ์
                     พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
            รัชกาลที่ ๑๐ แห่งพระราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นทรงราชย์ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙









              กฎหมำยสูงสุด
                     ประเทศไทยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นกฎหมายสูงสุด พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร
            รามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
            มีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ



              กำรบริหำรประเทศ
                     ประเทศไทยแบ่งการบริหารประเทศออกเป็น ๓ ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ
                     ฝ่ายบริหาร
                     พุทธศักราช ๒๕๖๔ ประเทศไทยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการของ
            พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๒ และมีคณะรัฐมนตรี
            คณะที่ ๖๒ ตามประกาศพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

            ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ทำาหน้าที่บริหารประเทศ
                     ฝ่ายนิติบัญญัติ
                     พุทธศักราช ๒๕๖๔ ประเทศไทยมีรัฐสภา ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำานวน ๕๐๐ คน สมาชิกวุฒิสภา จำานวน ๒๕๐ คน
            มีนายชวน หลีกภัย เป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานวุฒิสภา ดำารงตำาแหน่งตั้งแต่
            วันอังคาร ที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นต้นไป
                     ฝ่ายตุลาการ ได้แก่ ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลทหาร ทำาหน้าที่ตีความตัวบทกฎหมายและพิจารณาคดี
                     ศาลยุติธรรม เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีอำานาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีรัฐธรรมนูญหรือคดีที่กฎหมาย
            บัญญัติให้อยู่ในอำานาจศาลอื่น
                     ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๕๔๓ แบ่งออกเป็น ๓ ชั้น ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
            โดยมีศาลฎีกาเป็นศาลยุติธรรมชั้นสูงสุด
                     ในพุทธศักราช ๒๕๖๔ มีศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร จำานวน ๒๖๒ ศาล ประกอบด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญา

            ในกรุงเทพมหานคร จำานวน ๑๓ ศาล ศาลจังหวัด จำานวน ๑๑๑ ศาล ศาลแขวง จำานวน ๓๙ ศาล ศาลชำานัญพิเศษ จำานวน ๙๐ ศาล
            ศาลชั้นอุทธรณ์ จำานวน ๑๑ ศาล ประกอบด้วย ศาลอุทธรณ์กลาง ๑ ศาล ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ถึงภาค ๙ จำานวน ๙ ศาล และศาลอุทธรณ์คดี
            ชำานัญพิเศษ จำานวน ๑ ศาล ศาลฎีกามีเพียงศาลเดียว มีนางเมทินี ชโลธร ดำารงตำาแหน่งประธานศาลฎีกา ตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ ๑ ตุลาคม
            พุทธศักราช ๒๕๖๓ ถึงวันพฤหัสบดี ที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ และนางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม ดำารงตำาแหน่งประธานศาลฎีกา ตั้งแต่
            วันศุกร์ ที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ เป็นต้นไป




                                                                             จดหมายเหตุประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๖๔ จ
   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12