Page 291 - จดหมายเหตุประเทศไทยปี 64
P. 291

ขึ้นอย่างรวดเร็ว และในอีก ๓ ถึง ๔ เดือนข้างหน้า สายพันธุ์เดลตาก็จะเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเกือบทั่วโลก แต่ในอนาคตก็อาจจะมีสายพันธุ์

            ใหม่เกิดขึ้นอีก โดยวัฏจักรแล้วจะใช้เวลาประมาณ ๔ เดือน ฉะนั้นไทยต้องควบคุมโรคให้ได้มากที่สุด ส่วนความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์
            ใดก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงมากกว่ากัน แต่ประเด็นสำาคัญอยู่ที่ประสิทธิภาพของวัคซีน เพราะวัคซีนทุกบริษัทในโลกถูกพัฒนามาจากเชื้อไวรัสดั้งเดิม
            จากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่เมื่อเจอการกลายพันธุ์ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ก็เป็นไปได้ที่ประสิทธิภาพวัคซีนจะลดลง จนกว่าจะมี
            การพัฒนาวัคซีนที่ลำ้าหน้าขึ้นไปอีก
                     ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่อรวรรณ กล่าวถึงกรณีการฉีดวัคซีนในประเทศต่าง ๆ ขณะนี้ หลายบริษัทกำาลังพัฒนาวัคซีน
            รุ่นต่อไปเพื่อตอบสนองเชื้อกลายพันธุ์ การระบาดในประเทศไทยขณะนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นสายพันธุ์อัลฟา และมีแนวโน้มที่จะเกิดสายพันธุ์เดลตา
            เข้ามาแทนที่ สิ่งที่เราจะทำาได้ก็คงจะต้องช่วยกันชะลอสายพันธุ์เดลต้าให้ระบาดในประเทศไทยช้าที่สุด น้อยที่สุด และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์
            ในการให้วัคซีนเพื่อควบคุมโรคในอนาคตให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดตามทรัพยากรที่มีอยู่ โดยแนะนำาว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา ให้ฉีดเข็ม
            ๒ เร็วขึ้น ส่วนวัคซีนของสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่ว่าจะเป็นวัคซีนซิโนแวค หรือวัคซีนซิโนฟาร์ม เมื่อฉีดครบ ๒ เข็มแล้ว ภูมิต้านทานอาจ
            จะยังตำ่าอยู่ อาจกระตุ้นเข็ม ๓ ลงไป ตอนนี้กำาลังอยู่ระหว่างการศึกษาการฉีดวัคซีนเข็ม ๓ ว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงความเป็นไปได้
            ในการสลับยี่ห้อวัคซีน ต้องดูผลข้างเคียง และศึกษาว่าเข็ม ๓ ควรฉีดหลังเข็ม ๒ ภายในกี่เดือน ควรจะ ๓ เดือน หรือ ๖ เดือนถัดไป คาดว่า
            ข้อมูลจะออกมาเร็ว ๆ นี้


            หน่วยงานเจ้าของเรื่อง : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


            วันอังคาร ที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
            เรื่อง   รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ด้วยคะแนน ๖๑๑ ต่อ ๔ เสียง
                   งดออกเสียง ๒ เสียง และไม่ลงคะแนน ๑ เสียง

                     เวลา ๑๑ นาฬิกา ๔๙ นาที ที่รัฐสภา ได้เริ่มการประชุมร่วมกันของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา
            ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติในวาระที่ ๒ ซึ่งเป็นการพิจารณารายมาตรา ใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงในการพิจารณา
            และมีการลงมติในวาระที่ ๓ ที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง ๖๑๑ ต่อ ๔ เสียง งดออกเสียง ๒ เสียง ไม่ลงคะแนน ๑ เสียง
            โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะนำาขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
                     สาระสำาคัญของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่ผ่านการพิจารณา คือ
                       ๑. ให้สามารถทำาประชามติได้ ๕ กรณี ได้แก่ (๑) กรณีเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (๒) กรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุ
            อันสมควร (๓) กรณีตามที่กฎหมายกำาหนดให้ต้องมีการออกเสียง (๔) กรณีที่รัฐสภามีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะให้มีการออกเสียง
            และได้แจ้งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีดำาเนินการ และ (๕) กรณีประชาชนเข้าชื่อ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
                       ๒. ให้ความเห็นชอบในการกำาหนดให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตออกเสียงประชามติ แบบเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
                       ๓. ให้ประชาชนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรได้เป็นครั้งแรก โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิ
            ออกเสียง ณ ประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่
                       ๔. ให้ประชาชนลงคะแนนผ่านไปรษณีย์ และลงคะแนนด้วยเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตอบรับกับความก้าวหน้าทาง
            เทคโนโลยีสารสนเทศ
                       ๕. ในการผ่านประชามติ ต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ
            ออกเสียง
                       ๖. กำาหนดให้ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ตำ่ากว่า ๑๘ ปี ในวันออกเสียง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
            ในเขตออกเสียงไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน
                       ๗. กำาหนดให้เผยแพร่สาระสำาคัญหรือเรื่องที่จะให้ทำาประชามติให้ประชาชนรับทราบผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภายใน
            ๑๕ วันนับแต่วันประกาศให้มีการออกเสียง และจัดทำาเอกสารเผยแพร่ข้อมูลส่งเจ้าบ้านทราบไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน
                       ๘. ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรม
            รณรงค์เพื่อการออกเสียงได้โดยเสรีและเสมอภาค ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งกำาหนด
                       ๙. กำาหนดบทลงโทษต่าง ๆ อาทิ ผู้ใดใช้ตำาแหน่งหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นเหตุให้
            การออกเสียงประชามติไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องระวางโทษจำาคุกตั้งแต่ ๑ - ๑๐ ปี และปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ - ๒๐๐,๐๐๐ บาท และให้ศาลสั่ง
            เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๑๐ ปี ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการออกเสียงประชามติ
            ต้องระวางโทษจำาคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำาทั้งปรับ ถ้าการขัดขวางกระทำาโดยใช้กำาลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ
            ว่าจะใช้กำาลังประทุษร้าย ต้องระวางโทษจำาคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำาทั้งปรับ


                                                                                    เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ 281
   286   287   288   289   290   291   292   293   294   295   296