Page 162 - จดหมายเหตุประเทศไทยปี 64
P. 162

องค์การเภสัชกรรมร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงผลการวิจัยวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
          ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) ชนิดเชื้อตายในมนุษย์ ระยะที่ ๑ และ ๒ โดยทดลองฉีดเข็มแรกในอาสาสมัครกลุ่มแรก จำานวน ๑๘ คน คาดว่าปลายปี
          พุทธศักราช ๒๕๖๔ ได้สูตรที่ดีที่สุดไปศึกษาต่อระยะที่ ๓ และยื่นขอขึ้นทะเบียนตำารับและผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ในพุทธศักราช ๒๕๖๕
          เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนในประเทศ
                  การวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด - ๑๙ ขึ้นเองภายในประเทศ เป็นการสร้างความมั่นคงและพึ่งพาตนเอง ซึ่งองค์การเภสัชกรรม
          ได้วิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด - ๑๙ ชนิดเชื้อตายด้วยเทคโนโลยีไข่ไก่ฟัก ผลวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่ามีความปลอดภัยและกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี ดัง
          นั้นองค์การเภสัชกรรมจึงร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มศึกษาวิจัยวัคซีนเชื้อตายในมนุษย์ระยะที่ ๑ และ ๒ โดยจะ
          ฉีดวัคซีนให้แก่อาสาสมัคร จำานวน ๔๖๐ คน และจะศึกษาวิจัยในมนุษย์ให้มีผลครบถ้วนเพื่อนำาข้อมูลไปยื่นขอขึ้นทะเบียนต่อสำานักงานคณะ
          กรรมการอาหารและยา และผลิตในระดับอุตสาหกรรมที่โรงงานผลิตวัคซีนขององค์การเภสัชกรรม ตำาบลทับกวาง อำาเภอแก่งคอย จังหวัด
          สระบุรี ซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนด้วยไข่ไก่ฟักที่ใช้ในการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว พร้อมปรับมาใช้ผลิตวัคซีนโควิด - ๑๙ ได้ทันที
          คาดว่าภายในพุทธศักราช ๒๕๖๕ จะขอขึ้นทะเบียนตำารับและเริ่มผลิตวัคซีนได้ โดยผลิตได้ ๒๕ - ๓๐ ล้านโดสต่อปี
                  ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาวัคซีนนี้เป็นไปตามแผน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมีแนวทางสนับสนุนการ
          ศึกษาวิจัยในมนุษย์ทั้ง ๓ ระยะ คือ ระยะที่ ๑ และ ๒ สนับสนุนด้านนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ และงบประมาณ ส่วนระยะที่ ๓ อาจจะมีการวิจัย
          ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อให้ได้จำานวนอาสาสมัครที่เพียงพอ ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมการร่วมพิจารณาจริยธรรมการวิจัย
          ในมนุษย์
                  อาสาสมัครในการศึกษาวิจัยจะเปิดรับจำานวน ๔๖๐ คน ทุกคนต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีประวัติติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙
          (โควิด - ๑๙) และไม่มีประวัติแพ้ยาหรือวัคซีน โดยจะมีการตรวจคัดกรอง ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจเลือด การศึกษาวิจัยจะแบ่ง
          เป็น ๒ ระยะ ระยะที่ ๑ จำานวน ๒๑๐ คน อายุ ๑๘ - ๕๙ ปี โดยแบ่งการศึกษาเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนแรกศึกษาในอาสาสมัคร ๑๘ คน
          เริ่มด้วยวัคซีนขนาดที่ตำ่าที่สุด และค่อยเพิ่มไปยังขนาดที่สูงขึ้น และส่วนที่ ๒ ศึกษาในอาสาสมัคร ๑๙๒ คน จากนั้นจะวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อ
          เลือกให้ได้ขนาดหรือสูตรวัคซีนวิจัย ๒ สูตร นำาไปวิจัยต่อในระยะที่ ๒ ประมาณเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยใน
          อาสาสมัครอายุ ๑๘ - ๗๕ ปี จำานวน ๒๕๐ คน การศึกษาระยะที่ ๒ นี้คาดว่าจะทราบผลภายในปลายปีพุทธศักราช ๒๕๖๔

          หน่วยงานเจ้าของเรื่อง : องค์การเภสัชกรรม


          วันอังคาร ที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
          เรื่อง   สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเข้ารับการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา
                เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
                  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเข้ารับการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
          ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เนื่องจากทรงอยู่ในกลุ่มบุคคลที่เดินทางและพบปะผู้คนจำานวนมาก
                  วัคซีนแอสตราเซเนกา เป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองว่าสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
          ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) ในผู้มีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีขึ้นไป สามารถป้องกันการป่วยรุนแรง ลดโอกาสรับเชื้อและแพร่เชื้อ โดยขั้นตอนการฉีดวัคซีน
          ตามระบบของกระทรวงสาธารณสุข เริ่มจากการลงทะเบียน ตรวจร่างกาย ชั่งนำ้าหนัก วัดความดันโลหิต คัดกรองความเสี่ยง รับการฉีด
          วัคซีน พักสังเกตอาการหลังฉีดเป็นเวลา ๓๐ นาที และมีแพทย์ประจำาเฝ้าสังเกตอาการ ภายหลังการฉีดวัคซีนดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
          เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงปลอดภัยและไม่มีพระอาการเเพ้ใด ๆ


          หน่วยงานเจ้าของเรื่อง : สำานักพระราชวัง

          วันอังคาร ที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
          เรื่อง   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ระยะที่ ๓ พร้อมขยายสิทธิเพิ่มอีก ๒ ล้านสิทธิ

                  คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ระยะที่ ๓ ให้ขยายสิทธิเพิ่มอีก ๒ ล้านสิทธิ และขยายระยะเวลาการดำาเนิน
          โครงการจากเดิมสิ้นสุดระยะเวลาการใช้สิทธิในวันศุกร์ ที่ ๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ เป็นวันเสาร์ ที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
          และเบิกจ่ายงบประมาณถึงวันพฤหัสบดี ที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ โดยใช้จ่ายจากวงเงินเดิมของโครงการ คือ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท
          ทั้งนี้ คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิมีรายละเอียดเหมือนกับโครงการระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ แต่ได้ดำาเนินการตามแนวทางการป้องกันการทุจริตใน
          ส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การป้องกันการสวมสิทธิด้วยระบบสแกนใบหน้า การยืนยันตัวตนของผู้ใช้สิทธิ ที่สาขาธนาคารกรุงไทย จำากัด

          หน่วยงานเจ้าของเรื่อง : สำานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี




      152   จดหมายเหตุประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๖๔
   157   158   159   160   161   162   163   164   165   166   167