หนังสือสมุดไทย เรื่องนันโทปนันทสูตรคำหลวง
ระดับการขึ้นทะเบียน: ระดับชาติ ระดับโลกเผยแพร่เมื่อ: 09 Nov 20จำนวนผู้เข้าชม:4092
 

หนังสือสมุดไทย เรื่อง นันโทปนันสูตรคำหลวง

หนังสือสมุดไทย เรื่องนันโทปนันทสูตรคำหลวง เป็นหนังสือสมุดไทยขาว จำนวน 92 หน้า ขนาดกว้าง 13 เซนติเมตร ยาว 39.9 เซนติเมตร หนา 6.5 เซนติเมตร ปกลงรักปิดทอง เขียนลายกนกเครือเถา ชุบ (เขียน) ด้วยอักษรขอมย่อ ภาษาบาลี และอักษรไทยย่อ ภาษาไทย ชุบเส้นอักษรด้วยวัสดุ 3 ชนิด คือ เส้นทอง เส้นชาด และเส้นหมึก เมื่อลงเส้นอักษรเสร็จแล้ว โบกฝุ่นขาวและลงน้ำยากันซึมทั้งก่อนและหลังเขียนอักษร ซึ่งเป็นวิธีการสงวนรักษาเส้นอักษรไม่ให้ลบเลือนตามสูตรของหลวงโชฎึกนอกราชการ แต่งขึ้นในสมัยอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2279 โดยเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงษหรือเจ้าฟ้ากุ้ง พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2275-2301)

นันโทปนันทสูตรคำหลวง เป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่ทรงแปลมาจากเรื่องนันโทปนันทปกรณัมในคัมภีร์ฑีฆนิกายสีลขันธ์นอกสังคายนา ซึ่งพระมหาพุทธสิริเถระ ภิกษุชาวลังการจนาไว้เป็นภาษาบาลี เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงษ ทรงพระนิพนธ์เรื่องนันโทปนันทสูตรคำหลวง ขณะที่ทรงผนวชอยู่ ณ วัดโคกแสง มีพระนามฉายาว่า “สิริปาโล” โดยทรงเลียนแบบมหาชาติคำหลวง ซึ่งมีอายุเก่ากว่านันโทปนันทสูตรคำหลวงถึง 254 ปี คือ ทรงตั้งคำบาลีแล้วแปลเป็นภาษาไทยสลับกันไป เป็นร่ายโบราณ ในรูปแบบคำหลวง เนื้อเรื่อง กล่าวถึงพระพุทธเจ้า ทรงส่งพระมหาโมคคัลลานเถระไปปราบพญานาคราช นามว่า นันโทปนันท เพื่อให้คลายจากมิจฉาทิฐิ ให้หันมาตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิ แล้วนำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อพญานันโทปนันทนาคราชได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าแล้วก็ได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต

เนื้อหาของเรื่องนอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมสมัยอยุธยาตอนปลายที่มีความเลื่อมใสศรัทธา ในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งแล้ว ยังแสดงถึงความเป็นวรรณกรรมไทยที่แปลมาจากภาษาบาลี แล้วแต่งเป็น คำประพันธ์ที่ใช้ความเปรียบเทียบได้สละสลวยงดงาม ใช้ศัพท์ภาษาบาลี สันสกฤตและเขมรควบคู่ไปกับภาษาไทยอย่างสลับซับซ้อน ทำให้บังเกิดความไพเราะยากที่จะหาวรรณกรรมใดเสมอเหมือน อีกทั้งยังบันทึกไว้ด้วยรูปอักษรไทยโบราณที่เรียกว่า อักษรไทยย่อ ร่วมกับอักขรวิธีโบราณซึ่งปัจจุบันเลิกใช้แล้ว

ได้รับการขึ้นทะเบียน มรดกความทรงจำประเทศไทย วันที่ 21/12/2558
 
ได้รับการขึ้นทะเบียน มรดกความทรงจำแห่งโลก วันที่ 17/4/2568 (ตามประกาศจากเว็บไซต์ยูเนสโก)