Page 327 - จดหมายเหตุประเทศไทยปี 64
P. 327

อาการหรือมีอาการน้อย (สีเขียว) รายใหม่เข้าระบบการรักษาได้เร็ว หากอาการรุนแรงขึ้นจะส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาล หรือรับผู้ป่วยที่อาการ

            ดีขึ้นให้ออกจากโรงพยาบาลก่อนครบกำาหนด ๑๔ วัน เป็นการบริหารจัดการเตียงให้มีเพียงพอรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก
                     กรมการแพทย์ ได้พัฒนารูปแบบการรักษาโดยระบบแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) สำาหรับผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙
            (โควิด - ๑๙) ระหว่างรอเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยสายด่วน ๑๖๖๘ จะคัดกรองผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการ และส่งรายชื่อกลุ่มผู้ป่วยสีเขียวที่
            มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ เข้ามารับคำาแนะนำาในการดูแลตนเองเบื้องต้น มีแพทย์และพยาบาลประจำาการติดตามอาการทุกวัน วันละ ๒ ครั้ง
            ในเวลาเช้าและเวลาเย็น ผ่านระบบเทเลเมดิซีน (DMS Telemedicine) จนครบ ๑๔ วัน มีการจัดส่งอาหาร ๓ มื้อ และยาไปให้ที่บ้าน
            แจกเครื่องวัดไข้ และเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือดให้ผู้ติดเชื้อวัดด้วยตนเองแล้วแจ้งสถานพยาบาลทุกวัน และมีระบบส่งรักษาต่อหาก
            มีอาการรุนแรงขึ้น ทั้งนี้การแยกกักตัวที่บ้าน ต้องเป็นผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่มาก อายุไม่เกิน ๖๐ ปี มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
            อยู่คนเดียวหรือมีผู้อยู่ร่วมที่พักไม่เกิน ๑ คน ไม่มีภาวะโรคกลุ่มเสี่ยง ๗ โรค ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและโรคหลอดเลือด
            โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งทุกชนิด โรคเบาหวาน โรคอ้วน หรือโรคอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ หากมีโรคร่วมต้อง
            ควบคุมได้ และยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเอง การปฏิบัติตัวของผู้ติดเชื้อขณะแยกกักตัวที่บ้าน ห้ามบุคคลอื่นมาเยี่ยม ล้างมือบ่อย ๆ
            อยู่ในห้องส่วนตัว สวมหน้ากากอนามัย อยู่ห่างคนอื่นอย่างน้อย ๑ เมตร ใช้ห้องนำ้าแยก แยกสิ่งของ แยกรับประทานอาหาร กรณีมารดาเป็น
            ผู้ป่วยสามารถให้นมบุตรได้

                     อย่างไรก็ตาม มีการร้องเรียนว่าไม่สามารถติดต่อระบบสายด่วน ๑๖๖๙ ได้แม้จะมีเครือข่ายอื่นช่วยเปิดระบบสายด่วนประสาน
            การปฏิบัติก็ตาม และผู้ป่วยอาการหนักต้องรอเตียงอย่างไม่มีกำาหนด

            หน่วยงานเจ้าของเรื่อง : กระทรวงสาธารณสุข


            วันจันทร์ ที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
            เรื่อง   คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติปรับสูตรการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙
                   (โควิด - ๑๙) เป็นการฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มแรก และฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาเข็มที่ ๒ และสั่งการ

                   ให้ทุกโรงพยาบาลเริ่มดำาเนินการได้ทันที
                     นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อ
            แห่งชาติ ได้มีมติเกี่ยวกับการควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) ใน ๔ ประเด็นดังนี้

                       ๑. เห็นชอบการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) สลับชนิด โดยวัคซีนเข็มที่ ๑ เป็นซิโนแวค และวัคซีน
            เข็มที่ ๒ เป็นแอสตราเซเนกา ระยะห่างกัน ๓ - ๔ สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) สายพันธุ์เดลตา
            โดยโรงพยาบาล สามารถดำาเนินการฉีดวัคซีนได้ทันที เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่เสียสละดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
                       ๒. ที่ประชุมรับทราบการฉีดวัคซีนแบบบูสเตอร์ โดส (Booster Dose) โดยให้วัคซีนเข็มที่ ๓ ห่างจากเข็มที่ ๒ ระยะ ๓ - ๔
            สัปดาห์ขึ้นไป โดยบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าได้รับวัคซีนครบ ๒ เข็ม ระยะเวลาเกิน ๔ สัปดาห์แล้ว ได้รับการฉีดกระตุ้นบูสเตอร์โดสทันที
            เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันสูงและเร็วที่สุดกับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่เสี่ยงสัมผัสเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด - ๑๙) จากการ
            ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วย นอกจากนี้การที่เชื้อกลายพันธุ์จากสายพันธุ์อัลฟา มาเป็นสายพันธุ์เดลตา จึงยิ่งมีความจำาเป็นต้องฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
                       ๓. ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการใช้ชุดตรวจหาแอนติเจนแบบรวดเร็ว (Antigen Test Kit : ATK) เพื่อใช้ในสถานพยาบาล
            ลดการไปรอคิวนานจากการรอตรวจด้วยวิธี RT - PCR ซึ่งใช้เวลานาน โดยชุดตรวจที่นำามาใช้นั้น ต้องผ่านการรับรองและขึ้นทะเบียนกับ
            สำานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปัจจุบันมีผู้มาขึ้นทะเบียนแล้ว ๒๔ ราย โดยจะอนุญาตให้ตรวจในสถานพยาบาลกว่า ๓๐๐ แห่ง
            และจะอนุญาตให้ประชาชนตรวจได้เองที่บ้าน ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติจะมอบหมายให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะ

            กรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
                       ๔. เห็นชอบแนวทางการแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และการแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) สำาหรับ
            ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง สามารถแยกกักตัวที่บ้าน หรือในส่วนของชุมชนนั้น ก็จะเป็นการแยกกักตัวในบ้านทั้งชุมชน ทั้งหมดจะมีระบบติดตาม
            มีเครื่องมือวัดออกซิเจนในกระแสเลือดและยา โดยสำานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้กำาหนดแนวทางการปฏิบัติและจัดส่ง
            อาหารให้ผู้ป่วยทุกรายและประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลที่เป็นเจ้าภาพในการดูแลเรื่องนี้
                     นอกจากนี้ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติยังรับทราบเรื่องหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าดูแล
            ผู้ป่วยถึงบ้านทั้งทางกายและจิตใจ รวมทั้งผู้ป่วยที่กลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว และจะมีชุดตรวจหาแอนติเจนแบบรวดเร็ว (Antigen Test Kit : ATK)
            ไปให้บริการถึงชุมชนถึงบ้านที่ผู้ป่วยอยู่ แต่เรื่องที่ผู้ป่วยยังต้องปฏิบัติคือ การดูแลป้องกันโรค สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อย ๆ




                                                                                    เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ 317
   322   323   324   325   326   327   328   329   330   331   332