Page 197 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 197

การจัดเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ  ๑๑๙๕
                                                                     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร





            งานกอสรางฐานรากและโครงสรางพระเมรุมาศ
                    งานกอสรางพระเมรุมาศและพระเมรุในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

            ที่ผานมามีการพัฒนาตามสภาพและชนิดของวัสดุทั้งในดานวิศวกรรมและสถาปตยกรรม โดยเฉพาะเมื่อทรัพยากรปาไม
            ลดลงจึงมีการปรับลดการใชไมซึ่งแตเดิมเปนวัสดุหลักในการกอสรางพระเมรุมาศเปนวัสดุอื่นแทน ดังเชนพระเมรุมาศ
            สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ไดปรับลดโครงสรางสวนที่เปนไมมาเปนเสาเหล็กถัก สวนงานศิลปกรรมที่ตองมี
            การยึดโยงดวยโครงสรางไมและสวนตกแตงตาง ๆ จําเปนตองมีการตอกตะปูและยึดนอต จึงตองใชเสาไมหุมโครงเหล็ก

            ถักเพื่องายตอการประกอบงานไม
                    พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไดปรับเปลี่ยนเปนโครงสราง

            เหล็กรูปพรรณทั้งหมด การประกอบเหล็กรูปพรรณเปนโครงสรางใชวิธียึดติดกันดวยสลักเกลียวและแปนเกลียว (Bolt
            Nut) สวนโครงสรางพระที่นั่งทรงธรรมใชวิธีการตอเชื่อมดวยไฟฟา ยึดดวยสลักเกลียวและแปนเกลียว ชิ้นสวนของเหล็ก
            ผลิตจากโรงงานตามขนาดรูปแบบแลวนํามาประกอบในสถานที่กอสราง

                    เนื่องจากการกอสรางพระเมรุมาศเปนงานโครงสรางชั่วคราว จึงไมนิยมตอกเสาเข็มเพราะอาคารใชงานอยูใน
            ระยะเวลาอันสั้น แลวรื้อถอนออกหลังเสร็จงานพระราชพิธี และโดยธรรมชาติของดินที่ทองสนามหลวง ก็มีการกอสราง
            เปนลักษณะอาคารชั่วคราวอยูเสมอ พื้นดินจึงผานการบดอัดเปนประจํา ทําใหมีสภาพคอนขางแข็ง จากการทดลอง
            แรงแบกทาน (Bearing Capacity) คือความสามารถในการที่จะรับนํ้าหนักได อยูที่ประมาณ ๑๓ ตัน ตอตารางเมตร

            ผลการคํานวณที่ผานมาตั้งแตพระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจารําไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ และพระเมรุมาศ
            สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ใชคาแรงแบกทาน ที่ ๕ ตัน ตอตารางเมตร สวนรูปแบบของฐานรากแตเดิมเปน
            แบบฐานแผ ใชไมในการกอสรางโดยตัดเปนทอนวางเรียงแผเปนลูกระนาด (ทําเปนงัว) แลวใชไมกระดานวางซอนอีกชั้น
            หนึ่ง (กงพัด) พระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจารําไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ ไดพัฒนารูปแบบฐานรากจากไม

            มาเปนแผนพื้นสําเร็จรูปมีรูกลวง (Hollow Core Slab) แทน เสริมดวยไมกระดานหรือเหล็กรูปพรรณกอนจะตั้งเสาไม
            หรือเสาโครงเหล็กเปนโครงสรางอาคารตอไป โครงสรางฐานรากแบบนี้ไดใชตอมาในพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทรา
            บรมราชชนนี พระเมรุสมเด็จพระเจาพี่นางเธอ เจาฟากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร และสมเด็จพระเจา
            ภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

                    พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วิศวกรเลือกใชคาแรงแบก
            ทานที่ ๔ ตน ตอตารางเมตร เพราะคํานึงถึงขนาดพระเมรุมาศที่มีขนาดใหญกวาครั้งกอน ๆ และไดเปลี่ยนฐานรากจาก























             ฐานรากพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช    การติดตั้ง Jig Plate กอนเทคอนกรีต
                 บรมนาถบพิตร เปนฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็กหลอสําเร็จ
                         ประกอบการหลอคอนกรีตในพื้นที่







                                                            1195
   192   193   194   195   196   197   198   199   200   201   202