โรคคุดทะราด
เผยแพร่เมื่อ: 23 มี.ค. 63จำนวนผู้เข้าชม:22

โรคคุดทะราด

การบริหารจัดการและควบคุมโรคคุดทะราด[1]

          สถานการณ์ทั่วโลกเกี่ยวกับโรคระบาดที่มีชื่อทางการว่า โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) ทำให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน เกิดกระแสตื่นตัวในการบริหารจัดการในทุกๆ ด้าน เพื่อป้องกัน ควบคุม และหาแนวทางในการรักษาโรคดังกล่าว

          หากย้อนไปในอดีต นอกจากโรคระบาดที่เราคุ้นเคย เช่น โรคอหิวาตกโรค กาฬโรค กามโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคเรื้อน ยังพบว่ามีโรคระบาดอีกชนิดที่น่ากลัว นั่นคือ โรคคุดทะราด

คุดทะราด (YAWS) เป็นโรคติดต่อเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทรีโพนีมา เพอร์เทนูอี รูปร่างเป็นเกลียวสว่าน ระยะแรกของโรคจะเกิดเป็นตุ่มแผล หลังจากนั้นจะแพร่กระจายไปตามผิวหนัง เยื่อบุจมูก และลุกลามเข้าไปในกระดูก ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวด ทรมาน กระทั่งพิการได้

สถานการณ์โรคคุดทะราดในประเทศไทย ระยะแรก ระหว่างพ.ศ. 2491 – 2493 พบว่ามีการระบาดของโรคคุดทะราดทั่วประเทศเกือบทุกจังหวัด ซึ่งพบมากในภาคอีสานและภาคใต้ ผลการสำรวจของกำนันผู้ใหญ่บ้านและการประเมินของผู้เชี่ยวชาญจากองค์การต่างประเทศที่มาสังเกตการณ์ คาดว่ามีผู้ป่วยโรคคุดทะราดในประเทศไทยทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คน ชาวบ้านในชนบทและชาวนาไม่มีเรี่ยวแรง ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทำให้การผลิตอาหาร การค้าขายในท้องถิ่นตกต่ำ และเกิดปัญหาการผลิตและขาดแคลนอาหาร (Nutritional problem) ในประเทศไทย

รัฐบาลไทยในขณะนั้นตระหนักถึงความสำคัญในการควบคุมและกำจัดโรคคุดทะราด จึงได้ปรึกษาปัญหาและแนวทางการจัดการโรคคุดทะราดในประเทศไทยกับศาสตราจารย์ Lieby ที่ปรึกษาโครงการ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) และ Mr.S.Polak หัวหน้าคณะทำงานจากกองทุนฉุกเฉินระหว่างประเทศสำหรับเด็ก (United Nations Children's Fund : UNICEF) และในพ.ศ. 2493 กระทรวงการสาธารณสุขได้เสนอ โครงการควบคุมโรคคุดทะราดในประเทศไทย ต่อคณะรัฐมนตรีและได้รับอนุมัติให้ดำเนินการตามโครงการ ภายใต้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ และสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) และกองทุนฉุกเฉินระหว่างประเทศสำหรับเด็ก (United Nations Children's Fund : UNICEF) นั่นคือจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการและควบคุมโรคคุดทะราดอย่างจริงจัง

แผนการดำเนินการโครงการควบคุมโรคคุดทะราดในประเทศไทย ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1. ศึกษาเรื่องการระบาดของโรค การวินิจฉัย ตลอดจนวิธีการรักษาให้แน่นอน เพื่อให้ได้ความรู้
ทางวิชาการ ทำให้ปฏิบัติงานควบคุมโรคคุดทะราดโดยทั่วไปให้ได้ผลเป็นอย่างดี จากนั้นจึงนำแผนการรักษา
ในส่วนกลางไปใช้ในทุกท้องที่ตามแต่ละจังหวัด การรักษาก็จะได้ผลในการกำจัดระยะติดต่อของโรคคุดทะราดให้หมดไป

2. รัฐบาลมีนโยบาย แผนการควบคุมที่แน่นอนชัดเจน และตั้งงบประมาณรองรับโครงการควบคุมโรคคุดทะราด เป็นงบประมาณต่อเนื่องประจำปี เนื่องจากเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วน ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

3. จัดอบรมวิธีควบคุมโรคคุดทะราดที่เป็นแนวทางแบบแผน ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยผู้เชี่ยวชาญของ WHO หรือ UNICEF

4. ดำเนินการจัดตั้งกองปราบโรคคุดทะราดในส่วนกลาง พร้อมด้วยแผนกฝึกงานท้องที่ หน่วยบำบัด และหน่วยปราบโรคคุดทะราดเคลื่อนที่ และจัดตั้งหน่วยควบคุมโรคคุดทะราดต้นแบบที่จังหวัดราชบุรี เนื่องจากอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และการคมนาคมสะดวก โดยซ่อมแซม ดัดแปลงอาคารสโมสรเสือป่า เป็นสถานที่ทำการและสถานที่ฝึกอบรมพนักงานและเจ้าหน้าที่อนามัย มีนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาปฏิบัติงานประจำ คือ Dr. Higgins และ Dr. Urdal

5. การแบ่งหน้าที่หน่วยควบคุมโรคคุดทะราดและมาตรการในการควบคุมดูแลรักษา ได้แก่

- ลงพื้นที่สำรวจประชากรในชุมชนเพื่อหาผู้ติดเชื้อ จัดให้มีการตรวจวินิจฉัยโรคและรักษาผู้ป่วยทั่วไปได้ทั่วถึง

- แบ่งแยกผู้ป่วยซึ่งอยู่ในระยะติดต่อที่ต้องได้รับการบำบัดทันที และแยกผู้ที่ไม่อยู่ในระยะติดต่อไว้อีกส่วนหนึ่ง และตรวจบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว

- รักษาผู้ป่วยด้วยยาเพนนิซิลินในน้ำมัน (PAM) ซึ่งในเอกสารจดหมายเหตุระบุว่า ขณะนั้นมีโรงงานของกรมการแพทย์ทหารบกผลิตเพนนิซิลิน มีนายแพทย์ทหารบก คือ พันตรี ดร. รอด ศิริเวชกุล เป็นผู้ดำเนินงานผลิตจนสำเร็จและสามารถขยายปริมาณการผลิตได้มาก

- ควบคุมโรคในกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ โรคกาม โรคกรรมพันธุ์ที่เกิดจากเชื้อเดียวกันด้วย ควบคู่ไปกับการควบคุมโรคคุดทะราด เพื่อให้เป็นประโยชน์ในคราวเดียวกัน

- ติดตามอาการผู้ป่วยเป็นระยะ เพื่อรักษาผู้ที่เริ่มป่วยเป็นระยะติดต่อใหม่ ๆ หรือป่วยเป็นระยะติดต่อที่ได้เกิดขึ้นภายหลัง

- เฝ้าสังเกตและติดตามผลการรักษาในแต่ละท้องที่ และดำเนินการสาธารณสุขศึกษาควบคู่กัน เพื่อให้โรคคุดทะราดหายขาด

- จัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นให้ขยายงานควบคุมโรคไปยังภูมิภาคและจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป และถ่ายทอดความรู้เบื้องต้นที่เกี่ยวกับสุขศึกษาแก่ประชาชน โดยมีการปาฐกถา เอกสารเผยแพร่ ภาพโฆษณา หรืออื่น ๆ

6. กระทรวงสาธารณสุขทำข้อตกลงร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ให้งดเว้นการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำแหน่งต่าง ๆ ของกรมอนามัย ซึ่งอยู่ประจำหน่วยควบคุมโรคคุดทะราดในส่วนภูมิภาค เพื่อให้การดำเนินการโครงการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

7. ความช่วยเหลือจาก WHO และ UNICEF

- ส่งคณะเจ้าหน้าที่จาก WHO และ UNICEF มาประจำ 1 ปี ประกอบด้วย ผู้อำนวยการ นางพยาบาลสาธารณสุข ผู้อำนวยการเทคนิคทางชันสูตรโรค

- สนับสนุนทุนการศึกษาให้บุคลากรทางการสาธารณสุขของไทยไปเรียนในต่างประเทศ ประกอบด้วย แพทย์ 1 คน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการวางแผนการควบคุมโรค ไปศึกษาดูงานเฉพาะทางเป็นเวลา 1 ปี และพนักงานวิทยาศาสตร์ 2 คน ซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานชันสูตรโรค ไปศึกษาดูงานที่ซิมลา ประเทศอินเดีย เป็นเวลา 1 เดือน

- สนับสนุนเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ยา และยานพาหนะสำหรับลงพื้นที่

รัฐบาลไทย องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) และกองทุนฉุกเฉินระหว่างประเทศสำหรับเด็ก (United Nations Children's Fund : UNICEF) ได้ร่วมมือ ช่วยเหลือสนุบสนุนและขยายระยะเวลาการดำเนินงานโครงการควบคุมโรคคุดทะราดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง บุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทยมีความรู้ทางวิชาการเฉพาะทางโรคคุดทะราดมากขึ้น มีหน่วยควบคุมโรคคุดทะราดกระจายไปในส่วนภูมิภาคอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้ป่วยโรคคุดทะราดมีปริมาณลดลงจนสามารถควบคุมได้และหมดไปในพ.ศ. 2509

จะพบว่า เอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้องกับโครงการควบคุมโรคคุดทะราดในประเทศไทยข้างต้นสะท้อนให้เห็นกระบวนการและภาพรวมของการบริหารจัดการ การควบคุมโรคในอดีตโดยลำดับ ดังนี้

- ศึกษาวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ

- วางแผน กำหนดนโยบาย แนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน

- มีการตั้งงบประมาณไว้รองรับอย่างต่อเนื่อง

- มีการฝึกอบรมวิธีควบคุมโรคอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการโดยผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

- ดำเนินการตามขั้นตอน โดยอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและองค์กรต่างประเทศ

ผู้เรียบเรียง: นางสาวดุษฎี ชัยเพชร นักจดหมายเหตุชำนาญการ


[1] ชื่อหน่วยงาน ชื่อบุคคลและคำศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวกับการแพทย์หรือการสาธารณสุข อ้างอิงและสะกดตามที่ปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุ